สิ่งที่สำคัญกว่าไม่ใช่การควบคุมอนาคตให้ได้ทั้งหมด แต่คือการไม่ปล่อยให้ความกลัว ความคาดหวังของคนอื่น หรือความไม่แน่นอน เป็นฝ่ายจับพวงมาลัยแทนเรา

คำที่ผมชอบพูดมากที่สุดคือ "อนาคตคือสิ่งที่ไม่แน่นอน" จนลูกศิษย์ของผมน่าจะเบื่อกันหมดแล้ว (ไม่แคร์) เราสามารถวางแผน เตรียมตัว และพยายามอย่างดีที่สุด แต่ท้ายที่สุดก็ยังมีบางสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราเสมอ

เมื่อก่อนผมอาจคิดว่าการควบคุมชีวิตหมายถึงการต้องรู้ว่าตัวเองกำลังจะไปไหน ต้องวางแผนให้ถูก และทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดหวัง แต่เมื่อใช้ชีวิตมามากขึ้น ผมกลับเริ่มคิดต่างออกไป การเป็นคนขับชีวิตของตัวเอง ไม่ได้หมายความว่าเราต้องรู้ว่าถนนข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

เราอาจไม่รู้ว่าจะมีฝนตกหรือไม่ ไม่รู้ว่าจะเจอทางแยกอีกกี่ครั้ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปลายทางที่คิดไว้วันนี้จะยังเป็นปลายทางเดียวกับที่เราอยากไปในอีกหลายปีข้างหน้าหรือเปล่า

สิ่งที่สำคัญกว่าเป็นเพียงว่า เมื่อความไม่แน่นอนเหล่านั้นมาถึง เรายังเป็นคนที่จับพวงมาลัยอยู่หรือไม่ หรือเราได้ปล่อยให้ความกลัวเป็นฝ่ายขับชีวิตแทนเราไปแล้ว

ความคิดนี้ทำให้ผมนึกถึงเพลงหนึ่งที่ผมชอบมานานมาก คือ Drive ของ Incubus วงอัลเทอร์เนทีฟร็อกจากแคลิฟอร์เนียที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1991 โดยมี แบรนดอน บอยด์ (Brandon Boyd) เป็นนักร้องนำ Incubus เป็นวงที่มีเอกลักษณ์ตรงการผสมผสานดนตรีหลายรูปแบบ

สิ่งที่ทำให้ผมชอบเพลงนี้ไม่ใช่เพียงท่วงทำนอง แต่คือความหมายของมัน แบรนดอน เคยอธิบายว่า Drive พูดถึงการเผชิญหน้ากับ ความกลัวและความไม่แน่นอน และการไม่ปล่อยให้ความกลัวเป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางชีวิตของเรา

เขายังยอมรับด้วยว่า แม้จะเขียนเพลงนี้ออกมาแล้ว เขาเองก็ยังต้องต่อรองกับความกลัวและความไม่แน่นอนอยู่ตลอดชีวิต ไม่ได้หมายความว่าเขา “เข้าใจทุกอย่างแล้ว” หรือสามารถเอาชนะความกลัวได้อย่างสมบูรณ์ เช่นเดียวกับผมเองที่แม้จะบอกเล่าเรื่องเหล่านี้มาโดยตลอด แต่ก็ยังต้องต่อรองกับความไม่แน่นอนของชีวิตอยู่เสมอมา

แบรนดอน เคยอธิบายว่า Drive พูดถึงการเผชิญหน้ากับ ความกลัวและความไม่แน่นอน และการไม่ปล่อยให้ความกลัวเป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางชีวิตของเรา

สำหรับผม นั่นคือสิ่งที่ทำให้เพลงนี้มีความหมายมาก เพราะการเป็นคนขับชีวิตของตนเองไม่ได้หมายความว่าเราต้องรู้ว่าถนนข้างหน้าจะเป็นอย่างไรทั้งหมด

ผมไม่มีทางรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปลายทางที่เราเลือกวันนี้จะยังเป็นปลายทางเดิมในอีกหลายปีข้างหน้าหรือไม่

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การควบคุมอนาคตให้ได้ทั้งหมด แต่คือการไม่ปล่อยให้ความกลัว ความคาดหวังของคนอื่น หรือความไม่แน่นอน เป็นฝ่ายจับพวงมาลัยแทนเรา แนวคิดจากเพลงช่วยสะท้อนเรื่องนี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจน

ฉันไม่จำเป็นต้องรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จึงจะพร้อมเผชิญกับมัน ภาพของการอ้าแขน เหมือนการเปิดรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ขณะที่ การลืมตา คือการไม่หลอกตัวเองหรือหลับตาหนีความจริง

ดังนั้นสำหรับผมจึงไม่ใช่มุมมองแง่บวกแบบงี่เง่า แต่เป็นการยอมรับความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นมากกว่า “พรุ่งนี้อาจดีหรือแย่ก็ได้ ฉันไม่รู้ แต่ไม่ว่าอะไรจะมา ฉันจะอยู่ตรงนั้นและเผชิญมันอย่างที่มันเป็น”

เมื่อโตขึ้นผมถึงจะเข้าใจภาพเปรียบเทียบของรังผึ้งหรือฝูงที่ทุกตัวเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน เป็นการอุปมาของการใช้ชีวิตตามสิ่งที่คนอื่นกำหนด "สังคมบอกว่าต้องสำเร็จแบบนี้ ต้องเรียนแบบนี้ ต้องมีชีวิตแบบนี้ จึงจะถือว่าดีพอ"

ซึ่งสอดรับกับภาพเปรียบเทียบระหว่างน้ำกับไวน์ มันคือการเลือกสิ่งที่เรียบง่าย ชัดเจน หรือมีสติ มากกว่าสิ่งที่ดึงดูด มึนเมา หรือเป็นไปตามแรงผลักจากภายนอก กล่าวคือ "จะเลือกทางที่มีสติ (คิดด้วยตนเอง) หรือ ผลักตัวเองไปตามค่านิยมสังคมทิศทางเดียวกัน"

หัวใจของเพลงนี้แสดงถึง ความกลัวและความไม่แน่นอน ผมคาดเดาว่าแบรนดอนอาจจะเคยปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เป็นตัวกำหนดว่าเขาจะไปทางไหน เช่นเดียวกับที่มนุษย์จำนวนมากมักทำกัน

เรากลัวล้มเหลว จึงเลือกทางหนึ่ง

กลัวคนไม่ยอมรับ จึงทำอีกอย่างหนึ่ง

กลัวอนาคต จึงพยายามควบคุมทุกอย่าง

กลัวแตกต่าง จึงเดินตามคนอื่น

แต่แนวคิดเรื่องการกลับมาเป็นผู้กำหนดทิศทางชีวิต สำหรับผมหมายถึงถนนยังไม่แน่นอนเหมือนเดิม พรุ่งนี้ยังคาดเดาไม่ได้เหมือนเดิม แต่สิ่งหนึ่งเปลี่ยนไปคือ ฉันกลับมาเป็นคนถือพวงมาลัยแล้ว

เพราะภาพเปรียบเทียบเรื่องแสงของตนเอง มันหมายถึงการค้นพบทิศทาง ตัวตน ความหมาย หรือสิ่งที่เป็นของเราเอง หลังจากหยุดปล่อยให้ความกลัวและความคาดหวังของคนอื่นเป็นคนเลือกให้

สิ่งนี้คือสิ่งที่ผมอยากบอกกับนักเรียนทุกคน อย่ากลัวที่จะผิดพลาด อย่ากลัวที่จะไม่ได้รับการยอมรับ อย่ากลัวที่จะแตกต่าง และอย่ากลัวอนาคต ขอให้เรารู้ตัวว่ากำลังทำอะไร เดินในทิศทางที่ถูกต้อง แม้จะแตกต่าง แม้จะไม่เหมือนใคร แต่ขอให้ตนเองได้กุมชะตาชีวิตตนเอง

ดังนั้นไม่จำเป็นต้องรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น เพราะการเป็นเจ้าของชีวิตไม่ได้หมายถึงการควบคุมถนนทั้งหมด แต่หมายถึงการยังเป็นคนที่จับพวงมาลัยอยู่

เปิดตารับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เปิดใจต่อความไม่แน่นอน และไม่ยอมให้ความกลัวหรือเสียงของคนอื่นเป็นฝ่ายเลือกเส้นทางแทนเรา

อ้างอิง

Bland, S. (2022). An oral history of Incubus’ Make Yourself: “Instead of falling into some subgenre of rock, we created our own”. Kerrang! https://www.kerrang.com/instead-of-falling-into-some-subgenre-of-rock-we-created-our-own-an-oral-history-of-incubus-make-yourself