Reaction Formation มีหัวใจสำคัญอยู่ที่ การจัดการความขัดแย้งภายในโดยไม่รู้ตัว ด้วยการเปลี่ยนสิ่งที่ยอมรับได้ยากให้ปรากฏออกมาในรูปตรงกันข้าม
ที่โรงเรียนผมมักจะประสบพบเจอกับพฤติกรรมบางอย่างที่ดูธรรมดา และสอดคล้องกับประสบการณ์ในวัยเด็กของผม เช่น นักเรียนบางคนที่พูดว่า “ผมไม่สนใจคะแนนหรอก” อาจเป็นคนเดียวกับที่กลับบ้านไปคิดเรื่องคะแนนนั้นทั้งคืน
ไปจนถึงนักเรียนที่ชอบพูดว่า “ผมไม่ต้องการให้ใครช่วย” อาจเป็นคนที่ลึก ๆ แล้วอยากให้ใครสักคนเข้ามาช่วยมากที่สุด
นักเรียนชายบางคนที่รู้สึกชื่นชม ใกล้ชิด หรือให้ความสำคัญกับเพื่อนคนหนึ่งมากโดยเฉพาะเพื่อนผู้หญิง กลับเลือกแสดงออกด้วยการแกล้ง แซว หรือไปจนถึงทำเหมือนว่าอีกฝ่ายไม่ได้สำคัญอะไรเลย
แน่นอนว่า เราไม่สามารถมองพฤติกรรมเหล่านี้แล้วสรุปทันทีว่าเด็กกำลังใช้กลไกทางจิตชนิดใด เพราะพฤติกรรมเดียวกันอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ
แต่ในบางกรณี สิ่งเหล่านี้อาจช่วยให้เราเข้าใจกลไกทางจิตที่เรียกว่า "Reaction Formation" หรือ "การแสดงพฤติกรรมตรงข้ามกับความรู้สึกที่แท้จริง"
"Reaction Formation" เป็นหนึ่งใน Defense Mechanisms หรือ "กลไกการป้องกันตนเองทางจิตใจ" เกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีความรู้สึก ความต้องการ หรือแรงผลักดันบางอย่างที่ทำให้เกิดความวิตกกังวล รู้สึกผิด หรือยอมรับได้ยาก จิตใจจึงพยายามลดความขัดแย้งนั้นด้วยการแสดงความคิด ความรู้สึก หรือพฤติกรรมในทิศทางที่ตรงกันข้ามออกมาแทน
สิ่งสำคัญคือ Reaction Formation ไม่ได้เกิดในจิตสำนึก หรือ จิตที่รู้ตัว ดังนั้นจึงไม่ได้หมายถึงการโกหกหรือเสแสร้งโดยเจตนา เพราะโดยทั่วไปกระบวนการนี้เกิดขึ้นโดยที่บุคคลไม่ได้ตระหนักถึงความรู้สึกเดิมที่กำลังถูกป้องกันเอาไว้
กล่าวได้ว่า เจ้าตัวอาจเชื่ออย่างจริงใจด้วยซ้ำว่า สิ่งที่ตนเองแสดงออกมานั้นคือความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง เพราะ Reaction Formation มีหัวใจสำคัญอยู่ที่ การจัดการความขัดแย้งภายในโดยไม่รู้ตัว ด้วยการเปลี่ยนสิ่งที่ยอมรับได้ยากให้ปรากฏออกมาในรูปตรงกันข้าม
จากการค้นคว้าของผมเพิ่มเติมพบว่า มนุษย์ทุกคนต่างใช้กลไกทางจิตบางรูปแบบเพื่อช่วยจัดการความวิตกกังวล ความขัดแย้ง หรือความรู้สึกที่รับมือได้ยาก โดยเฉพาะ Reaction Formation เป็นหนึ่งในกลไกที่มีหลักฐานสนับสนุนว่ามนุษย์สามารถใช้เพื่อรับมือกับความคิดหรือความรู้สึกที่สร้างความขัดแย้งภายในได้ (Baumeister et al., 1998; Cramer, 2015)
ตัวอย่างเช่น นักเรียนที่รู้สึกอิจฉาใครบางคน แต่รู้สึกว่าความอิจฉาเป็นสิ่งที่ “ไม่ควรเกิดขึ้น” จึงอาจกลับแสดงความชื่นชม เอาใจ หรือสนับสนุนบุคคลนั้นมากเป็นพิเศษ โดยไม่ได้ตระหนักว่าความรู้สึกอิจฉายังคงอยู่เบื้องหลัง
หรือวัยรุ่นที่ต้องการความช่วยเหลือและการยอมรับจากผู้ใหญ่ แต่กลับแสดงออกว่า “ผมไม่ต้องการใคร” เพราะการยอมรับว่าตนเองยังต้องการพึ่งพาผู้อื่นอาจทำให้เขารู้สึกอ่อนแอ
เราสามารถทำความเข้าใจ Reaction Formation ได้ลึกขึ้นผ่านการตีความตัวละคร Pentheus จากโศกนาฏกรรมกรีกเรื่อง The Bacchae ของ Euripides
เรื่องมีอยู่ว่า Pentheus เป็นกษัตริย์หนุ่มแห่งเมือง Thebes ในช่วงเวลาที่เทพ Dionysus เดินทางกลับมายังเมืองเพื่อให้ผู้คนยอมรับความเป็นเทพและพิธีกรรมของตน ผู้หญิงจำนวนมากในเมืองออกจากบ้านไปประกอบพิธีบูชา Dionysus บนภูเขา ขณะที่ Pentheus กลับต่อต้านสิ่งเหล่านี้อย่างรุนแรง
เขามองพิธีกรรมของ Dionysus ว่าไร้ระเบียบ ไม่เหมาะสม และเป็นภัยต่อระเบียบของสังคม จึงพยายามควบคุมและปราบปรามผู้ที่เข้าร่วมพิธีกรรมดังกล่าว
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ยิ่ง Pentheus แสดงความรังเกียจและต่อต้านพิธีกรรมเหล่านี้มากเท่าไร เขากลับยิ่งแสดงความสนใจว่า ผู้หญิงเหล่านั้นกำลังทำอะไรกันอยู่บนภูเขา
Dionysus ซึ่งปลอมตัวมาเป็นมนุษย์มองเห็นจุดอ่อนนี้ จึงค่อย ๆ กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของ Pentheus จนในที่สุดกษัตริย์ผู้เคยประกาศต่อต้านพิธีกรรมเหล่านี้อย่างรุนแรงกลับยอม แต่งกายเป็นผู้หญิงเพื่อแอบขึ้นไปดูพิธีกรรมของเหล่าสาวก Dionysus ด้วยตาของตนเอง
Pentheus Pursued by the Maenads (1864), Charles Gleyre ภาพสะท้อนโศกนาฏกรรมของ Pentheus ผู้ต่อต้านพิธีกรรมของ Dionysus อย่างรุนแรง ก่อนจะถูกดึงเข้าไปเผชิญกับสิ่งที่ตนเองพยายามปฏิเสธมาตลอด
และนี่คือความย้อนแย้งที่ทำให้ Pentheus เป็นตัวละครที่ถูกนำมาวิเคราะห์ทางจิตวิเคราะห์มาอย่างยาวนาน นักวิชาการบางส่วนได้อ่านพฤติกรรมของเขาในฐานะความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่เขาประกาศต่อต้านอย่างรุนแรงกับแรงดึงดูดและความอยากรู้อยากเห็นที่เขาเองอาจไม่เข้าใจอย่างเต็มที่ (Thumiger, 2012)
ผมสรุปง่าย ๆ ว่า "ยิ่งบางความรู้สึกเป็นสิ่งที่เรายอมรับในตัวเองได้ยาก เราอาจยิ่งพยายามแสดงออกว่าเราเป็นคนที่อยู่ตรงกันข้ามกับความรู้สึกนั้น"
Reaction Formation จึงมีหน้าที่ใน การแสดงออกที่ตรงกันข้ามนั้นทำหน้าที่ช่วยปกป้องบุคคลจากความรู้สึก หรือแรงผลักดันภายในที่เขายังไม่สามารถยอมรับได้
การใช้ Reaction Formation อันตรายแค่ไหน
อย่างที่ผมได้กล่าวมาว่า "มนุษย์ทุกคนต่างใช้กลไกทางจิตบางรูปแบบเพื่อช่วยจัดการความวิตกกังวล ความขัดแย้ง หรือความรู้สึกที่รับมือได้ยาก" ในบางสถานการณ์ Reaction Formation อาจช่วยให้เด็กไม่แสดงแรงกระตุ้นบางอย่างออกมาโดยตรง และช่วยลดความวิตกกังวลในช่วงเวลานั้น
การใช้ Defense Mechanisms มากจนเกินไปส่งผลต่อการรับรู้ความเป็นจริง เช่น การปฏิเสธความจริง หรื (Denial) หรือการฉายสะท้อน (Projection) ทำให้จิตใจปฏิเสธความจริงที่เจ็บปวดหรือปัดความรับผิดชอบไปให้ผู้อื่น เพื่อลดความวิตกกังวลในทันที เมื่อใช้บ่อยเกินไป จิตใจจะติดอยู่กับการหลีกหนีปัญหา แทนที่จะเผชิญหน้าและแก้ไขสถานการณ์ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
แต่ในกรอบการประเมิน Defense Mechanisms สมัยใหม่ Reaction Formation มักถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Neurotic defenses ซึ่งไม่ได้อยู่ในระดับที่เสียการรับรู้ความจริงรุนแรง แต่ยังคงเกี่ยวข้องกับการหลีกเลี่ยงการรับรู้ความต้องการ ความคิด หรือความรู้สึกที่สร้างความขัดแย้งภายใน
ดังนั้นจึงไม่ควรเป็น “เราจะกำจัด Reaction Formation ได้อย่างไร” แต่ควรเป็น “ต้องระวังกลไกที่เคยช่วยปกป้องเรา เริ่มทำให้เราไม่สามารถเข้าใจตัวเองได้” เพราะปัญหาจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อบุคคลต้องใช้ Reaction Formation ซ้ำ ๆ จนแทบไม่สามารถรับรู้หรือยอมรับความรู้สึกจริงของตนเองได้
เช่น เด็กที่ผิดหวังแต่ต้องบอกตัวเองอยู่เสมอว่า “ฉันไม่สน” อาจค่อย ๆ สูญเสียโอกาสที่จะเรียนรู้วิธีรับมือกับความผิดหวัง เด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่ต้องแสดงออกอยู่ตลอดเวลาว่า “ฉันไม่ต้องการใคร” ก็อาจทำให้คนรอบข้างไม่รู้ว่าเมื่อใดเขาต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ
หรือเด็กที่โกรธใครบางคนแต่ไม่สามารถยอมรับความโกรธนั้นได้ ก็อาจไม่มีโอกาสเรียนรู้ว่าจะสื่อสารความไม่พอใจอย่างเหมาะสมได้อย่างไร
และเมื่อเกิดขึ้นบ่อยครั้ง สิ่งที่สูญเสียไปจะไม่ใช่แค่ความสามารถในการแสดงความรู้สึก แต่คือ ความสามารถในการรู้ว่าเรากำลังรู้สึกอะไรอยู่ ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ทำให้มนุษย์ตระหนักรู้ในตนอง และมีสุขภาพจิตที่ดี
ที่น่าสนใจคือ งานติดตามวัยรุ่นที่มีภาวะซึมเศร้ากลุ่มหนึ่งเป็นเวลา 8 ปี พบว่าการใช้ Reaction Formation รวมถึง Defense Mechanisms บางรูปแบบในวัยรุ่นสัมพันธ์กับการวินิจฉัยความผิดปกติทางบุคลิกภาพในวัยผู้ใหญ่ (Strandholm et al., 2016)
สามารถรู้ตัวเมื่อใช้ Reaction Formation ได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม การที่กลไกนี้เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีวันมองเห็นมัน เมื่อมีโอกาสได้หยุดทบทวนตนเอง ได้รับประสบการณ์ที่ปลอดภัย หรือค่อย ๆ พัฒนาความสามารถในการรับรู้อารมณ์และสะท้อนคิด (Self-reflection) เราสามารถเริ่มสังเกตเห็นว่า สิ่งที่ตนเองแสดงออกกับสิ่งที่รู้สึกลึก ๆ นั้น ชั่งไม่ตรงกันเสียเลย
จากเดิมที่พูดว่า “ฉันไม่สนใจเขาหรอก” วันหนึ่งอาจเริ่มยอมรับกับตัวเองได้ว่า “จริง ๆ แล้วเรื่องนี้สำคัญกับฉันมาก เพียงแต่ตอนนั้นฉันยังไม่พร้อมที่จะยอมรับความรู้สึกนั้น”
เหตุที่ผมตั้งหัวข้อนี้ขึ้นมาเพื่อให้เห็นว่า การเติบโตทางจิตใจ ไม่ใช่การกำจัด Defense Mechanisms ให้หมดไป แต่คือการเพิ่ม ความตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) จนเราสามารถมองเห็นและยอมรับความรู้สึกที่ซับซ้อนของตนเองได้มากขึ้น
ผมอยากย้ำที่ตรงที่ว่า มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน เรามักแสดงออกสวนทางกับความรู้สึกของตนเอง ส่วนหนึ่งมาจากตัวเราเอง แต่จากประสบการณ์ผมคิดว่า "บรรทัดฐานทางสังคม" คือตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะวัฒนธรรมและกฎเกณฑ์ที่บังคับให้เราต้องยิ้มแย้มหรือตอบรับในสิ่งที่สังคมคาดหวัง แม้ว่าความรู้สึกข้างในจะสวนทางกันสิ้นเชิง
ยกตัวอย่างเช่น การเป็นคนยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ ที่มาจากการตอบรับความคาดหวังจากผู้อื่น หรือพ่อแม่ของตนเอง หรือ ผู้ชายที่ไม่ยอมร้องไห้ เพราะสังคมคาดหวังว่า ผู้ชายต้องเข้มแข็ง
การตระหนักรู้ในตนเอง จะมองเห็นความขัดแย้ง ความซับซ้อนดังกล่าวออก และจะค่อย ๆ กะเทาะเปลือกความขัดแย้งในจิตใจ ให้ตัวเราพึ่งพา Defense Mechanisms น้อยลง
โดยเฉพาะการแสดงพฤติกรรมตรงข้ามกับความรู้สึกที่แท้จริง (Reaction Formation) ที่แม้จะไม้ใช้กลไกที่อันตราย แต่การใช้มันบ่อยครั้ง ก็ยิ่งทวีความซับซ้อนในตัวตนของเรามากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่ควรมองพฤติกรรมเพียงครั้งเดียวแล้วสรุปว่าใครกำลังใช้ Reaction Formation
เพราะผมไม่สามารถรู้กระบวนการภายในของนักเรียนจากพฤติกรรมภายนอกเพียงอย่างเดียวได้
อ้างอิง
Baumeister, R. F., Dale, K., & Sommer, K. L. (1998). Freudian defense mechanisms and empirical findings in modern social psychology: Reaction formation, projection, displacement, undoing, isolation, sublimation, and denial. Journal of Personality, 66(6), 1081–1124. https://doi.org/10.1111/1467-6494.00043
Cramer, P. (2015). Defense mechanisms: 40 years of empirical research. Journal of Personality Assessment, 97(2), 114–122. https://doi.org/10.1080/00223891.2014.947997
Strandholm, T., Kiviruusu, O., Karlsson, L., Miettunen, J., & Marttunen, M. (2016). Defense mechanisms in adolescence as predictors of adult personality disorders. The Journal of Nervous and Mental Disease, 204(5), 349–354. https://doi.org/10.1097/NMD.0000000000000477
Thumiger, C. (2012). Euripides: Bacchae (Bάκχαι). In H. M. Roisman (Ed.), The encyclopedia of Greek tragedy. Wiley-Blackwell. https://doi.org/10.1002/9781118351222.wbegt9997
